Card image cap

Trade war ฉบับเข้าใจง่าย…

วันที่ 12 พฤษภาคม 2561 เวลา 10.57 น.

นับว่าเปิดฉากขึ้นแล้วกับการห้ำหั่นอย่างดุเดือดบนสมรภูมิการค้าระหว่างสหรัฐฯ กับจีน เมื่อสองมหาอำนาจเศรษฐกิจเบอร์ 1 และ 2 ของโลกต่างงัดมาตรการภาษีมาตอบโต้อีกฝ่ายอย่างไม่มีใครยอมใคร ท่ามกลางความตื่นตระหนกระคนหวาดวิตกของภาคธุรกิจและนักลงทุนทั่วโลกว่า สงครามการค้าอาจส่งผลกระทบเป็นวงกว้างต่อเศรษฐกิจโลก

ทั้ง 2 ประเทศ ได้ประกาศรายชื่อสินค้าที่จะถูกเรียกเก็บภาษีนำเข้า อย่างไม่มีใครยอมใคร

แล้วภาษีเกี่ยวอะไรกับสงครามการค้า  ??

สมมติว่า เราผลิตข้าวได้มาก จนถึงขนาดว่าใช้ทั่วประเทศแล้วก็ยังไม่หมด ซึ่งแน่นอนว่าด้วยการผลิตที่เยอะจะทำให้ต้นทุนต่อชิ้นถูกลงตามหลัก  economy of scale เราจึงทำการส่งข้าวของประเทศเราออกขายต่างประเทศ

เมื่อข้าวของเรามีราคาถูกมาก แม้ว่าจะโดนอัตราภาษีนำเข้าของแต่ละประเทศแล้วก็ยังถูกกว่าข้าวที่ผลิตในประเทศนั้น เมื่อเป็นอย่างนั้นแล้วอุตสาหกรรมผู้ผลิตข้าวของประเทศที่นำเข้า ก็จะต้องย่ำแย่แน่ๆ

รัฐบาลของประเทศก็น่าจะต้องเพิ่มอัตราภาษีนำเข้า รวมถึงการเพิ่มระดับมาตรฐานของสินค้าเพื่อปกป้องอุตสาหกรรมในประเทศตนเอง

เรามาดูกรณีที่เกิดขึ้นระหว่างสหรัฐอเมริกากับจีน

ในปี 2017 ประเทศสหรัฐอมเริกา

นำสินค้าเข้าเป็นมูลค่าทั้งสิ้น 2.9  Trillion US Dollar
ส่งออกสินค้าเป็นมูลค่าทั้งสิ้น 2.3 Trillion US Dollar

แสดงว่าสหรัฐอเมริกาขาดดุลการค้า (ขาดทุน)ถึง 6 แสนล้านเหรียญสหรัฐ

ใน 6 แสนล้านเหรียญสหรัฐนี้เป็นของจีนไปแล้วถึง 3.8 แสนล้านเหรียญสหรัฐ

เมื่อเห็นเป็นดังนี้แล้วทางสหรัฐอเมริกาจึงต้องการที่จะลดช่องว่างนี้ลงไป

โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริกา จึงประกาศว่าต้องการที่จะเพิ่มอัตราภาษีนำเข้าจากจีน 1,300 รายการ รวมมูลค่าประมาณ 5 หมื่นล้านเหรียญ

โดยในหมวดหลักๆ แล้วจะเกี่ยวข้องกับ คอมพิวเตอร์และอุปกรณ์กึ่งตัวนำ ซึ่งสหรัฐอเมริกานำเข้าจากจีนในปีที่แล้วสูงถึง 1.5 แสนล้านเหรียญสหรัฐ

เมื่อจีนได้ยินแบบนี้ แน่นอนว่าจีนต้องไม่ยอมอยู่เฉย

ประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ของจีนจึงโต้ตอบด้วยการเพิ่มอัตราภาษีนำเข้าสินค้าจากอเมริกาคืนเช่นกัน เป็นจำนวนทั้งสิ้น 106 รายการคิดเป็นมูล 5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐเช่นกัน

แต่สินค้าที่จีนปรับอัตราภาษีนำเข้านั้นส่งผลกระทบต่อสหรัฐอเมริกาอย่างมาก นั่นคือสินค้าจำพวกถั่วเหลือง ข้าวโพดและสินค้าเกษตรอื่นๆ รวมถึงภาษีเครื่องบิน เพราะฐานเสียงหลักของทรัมป์นั้นล้วนเป็นรัฐที่มีเน้นสินค้าเกษตรโดยเฉพาะถั่วเหลือง

 

แล้วถ้าสงครามการค้าเกิดขึ้นใครได้รับผลกระทบ ???

คำตอบก็คือ ผู้ที่ใช้สินค้านั้นๆ (ประชาชนตาดำๆ)

เพราะบริษัทที่ได้รับผลกระทบเรื่องภาษีคงไม่มีบริษัทไหนยอมลดกำไรของตัวเองลงเพื่อที่จะนำมาจ่ายภาษี

ทางเลือกสุดท้ายก็คือ การขึ้นราคาของสินค้าเพื่อชดเชยรายจ่ายที่เพิ่มขึ้น เมื่อราคาสินค้าเพิ่มขึ้นสิ่งที่ย่อมตามมาอย่างแน่นอนนั้นก็คือเงินเฟ้อนั่นเอง

 

แล้วทองคำหละ ??

อย่างที่กล่าวไปด้านต้น ถ้าเกิดสงครามการค้าขึ้นมาจริงสินค้าจะมีราคาแพงขึ้นอย่างแน่นอนซึ่งมันจะทำให้เกิดเงินเฟ้อขึ้น ซึ่งก็ส่งผลบวกต่อราคาทองคำ อีกทั้งยังมีประเด็นในด้านการเมืองที่สงผลบวกต่อราคาทองคำเช่นกัน

 

#ซื้อขายทองคำแท่ง #ซื้อขายทองคำแท่งออนไลน์ #ทองคำ
#อินเตอร์โกลด์ #InterGOLD #ลงทุนทองคำแท่ง
สามารถติดตามบทวิเคราะห์ได้ที่: https://www.youtube.com/intergoldgoldtrade
 สนใจลงทุนทองคำแท่งหรือติดตามข่าวสารได้ที่
 Website : www.intergold.co.th
 Line : @intergold
 Facebook : https://www.facebook.com/IntergoldPage/
Call : 02 – 2233 – 234



ราคาทอง


ประเภท รับซื้อ ขายออก
LBMA
99.99% (Baht)
0.00

0.00

0.00

0.00

InterGold
96.5% (Baht)
0.00

0.00

0.00

0.00

สมาคมฯ
96.5% (Baht)
0.00

0.00

0.00

0.00

Gold Spot
(USD)
0.00

0.00

0.00

0.00

ราคาย้อนหลัง

ความเคลื่อนไหวกองทุนทองคำ


SPDR (ton) (USD) HUI (USD)
0.00

0.00

0.00

0.00