ข่าวเศรฐกิจ

Subscribe to ข่าวเศรฐกิจ feed ข่าวเศรฐกิจ
www.krobkruakao.com
Updated: 37 min ago

ธนาคารโลกคาดเศรษฐกิจไทยโตแค่ 1.5%

Mon, 2014-10-06 12:18
ธนาคารโลก คาดเศรษฐกิจไทยปีนี้ขยายตัวเพียงร้อยละ 1.5 หลังตัวเลขการส่งออกติดลบดร.ชูเดียร์ เชตตี้ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของธนาคารโลก ภูมิภาคเอเชียตะวันออกและแปซิฟิก เปิดเผยรายงานวิเคราะห์เศรษฐกิจของภูมิภาคเอเชียตะวันออกและแปซิฟิก และประเทศไทย ฉบับล่าสุด ผ่านระบบวีดีโอคอนเฟอเรนซ์จากประเทศสิงคโปร์ ว่า ภาพรวมเศรษฐกิจไทยในปีนี้ คาดว่าจะขยายตัวอยู่ที่ร้อยละ 1.5 โดยการส่งออกยังคงหดตัวต่อเนื่องจากความอ่อนแอของภาคสินค้าและบริการ คาดว่าการส่งออกในปีนี้ ขยายตัวร้อยละ 0.7 แต่อุปสงค์ในประเทศช่วงครึ่งปีหลังจะฟื้นตัวอย่างช้าๆ จากความเชื่อมั่นของผู้บริโภคและนักลงทุน จะปรับตัวดีขึ้นหลังจัดตั้งรัฐบาลใหม่ ส่วนเศรษฐกิจไทยในปีหน้า จะขยายตัวเพิ่มขึ้น คาดอยู่ที่ระดับร้อยละ 3.5 เป็นผลมาจากอุปสงค์ภายในประเทศฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการลงทุนทั้งภาครัฐ และเอกชน โดยเฉพาะการเบิกจ่ายงบประมาณภาครัฐ มีความรวดเร็วขึ้นหลังมีการจัดตั้งรัฐบาลใหม่

รายงาน-นายกฯ ประชุมกรรมการนโยบายข้าว

Mon, 2014-10-06 11:29
นายกรัฐมนตรี เป็นประชุมคณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าว หรือ นบข.ครั้งที่ 1 ที่ทำเนียบฯ เพื่อเร่งรัดให้องค์การคลังสินค้า คืนเงินค่าประกันข้าวที่ยังคงค้าง รวมถึงเงินรับจำนำข้าวบางส่วนที่ชาวนายังไม่ได้รับพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช. เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการนโยบายและการบริหารจัดการข้าว หรือ นบข. นัดแรก โดยกล่าวก่อนเริ่มการประชุมว่า จะต้องพิจารณาช่วยเหลือประชาชนและชาวนาให้มีรายได้เพิ่มขึ้น แต่ก็ต้องมีการคำนึงเศรษฐกิจของโลก ขณะเดียวกัน จะมีการรับทราบรายงานในสถานการณ์ข้าวโลก การตรวจสอบของคณะกรรมการระบายข้าวในเบื้องต้น การเตรียมการระบายข้าวเพื่อการส่งออก รวมถึงหารือมาตรการให้ราคาข้าวสูงขึ้นในฤดูกาลต่อไป แม้ว่ารัฐบาลจะมีมาตรการระยะสั้นออกมาแก้ไขในขณะนี้ แต่ต้องวางมาตรการแก้ปัญหาในระยะยาวให้เป็นไปอย่างยั่งยืนทั้งนี้กระทรวงพาณิชย์เตรียมเสนอขอมติยกเลิกมาตรการห้ามขนย้ายข้าวสารและสินค้าเกษตรข้ามเขต เพื่อลดปัญหาการค้าให้คล่องตัวมากขึ้น แต่สมาคมโรงสีข้าวไทย ยังกังวลว่ารัฐบาลจะไม่พิจารณายกเลิกให้ทั้งหมด โดยเฉพาะในพื้นที่ติดชายแดน ซึ่งทางโรงสีมีความเป็นห่วงมาก เพราะได้รับผลกระทบจากการรับซื้อข้าว ซึ่งติดปัญหาการขนย้าย จึงอยากให้รัฐบาลพิจารณาโดยเร็วก่อนจะมีปัญหากับข้าวฤดูกาลใหม่ รวมถึงพิจารณาการเร่งรัดองค์การคลังสินค้า (อคส.) คืนเงินค้ำประกันข้าวคงค้างให้กับผู้ประกอบการ และขออนุมัติระบายมันสำปะหลังและข้าวโพดค้างสต๊อก เพื่อลดภาระค่าจัดเก็บและสินค้าเสื่อมสภาพหมดแล้ว พร้อมติดตามกรณีที่คณะรัฐมนตรีอนุมัติงบประมาณช่วยเหลือชาวนาไร่ละ 1,000 บาท และมาตรการช่วยเหลือชาวนา หลังรัฐบาลจะประกาศขอความร่วมมือชาวนางดปลูกข้าวนาปรังในพื้นที่ 26 จังหวัดเนื่องจากน้ำในเขื่อนไม่เพียงพอช่วงหน้าแล้ง โดยให้หันมาปลูกพืชฤดูแล้ง ใช้น้ำน้อย

ธกส.จ่ายเงินชาวนาไร่ละพัน 20 ต.ค.นี้

Mon, 2014-10-06 10:42
ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์ฯ จะจ่ายเงินชดเชยให้ชาวนาไร่ละ 1,000 บาท ในวันที่ 20 ต.ค.นี้ มั่นใจไม่ล่าช้า และงบประมาณมีพอ นายลักษณ์ วจนานวัช ผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร หรือ ธ.ก.ส. กล่าวว่า จะเปิดให้ชาวนาที่มีสิทธิ์รับเงินช่วยเหลือปัจจัยการผลิตไร่ละ 1,000 บาท สูงสุดไม่เกิน 15,000 บาท ตามมติคณะรัฐมนตรี รับเงินได้ตั้งแต่วันที่ 20 ตุลาคมนี้ ที่สำนักงาน ธ.ก.ส. กว่า 1,000 สาขาทั่วประเทศ โดยปัจจุบันมีเกษตรกรผู้ปลูกข้าวมาขึ้นทะเบียนรับรองการเป็นเกษตรกรไว้กับกรมส่งเสริมการเกษตรแล้ว ประมาณ 2.8-2.9 ล้านราย แต่คาดว่าหลังปิดการลงทะเบียนเกษตรกรในสิ้นเดือนตุลาคมนี้ จะมีจำนวนเกษตรกรเพิ่มขึ้นเกินกว่า 3 ล้านราย ซึ่งวงเงินที่คณะรัฐมนตรีอนุมัติไว้ 4 หมื่นล้านบาท เพียงพอที่จะจ่ายเงินให้ชาวนา 3.4 ล้านราย โดยการตรวจสอบเอกสารจะใช้เวลาประมาณ 3 วัน หากเอกสารถูกต้องจะสามารถโอนเงินให้เกษตรกรได้ โดยจะพิจารณาตามลำดับในการยื่นเอกสาร เพื่อขอใช้สิทธิ์ แต่มั่นใจว่าการจ่ายเงินจะไม่ล่าช้า เหมือนการจ่ายคืนเงินโครงการรับจำนำข้าว เพราะมีงบประมาณเพียงพอขณะที่จังหวัดลำพูน เริ่มมีนายทุนเจ้าของที่นาจับมือกับเกษตรกร เตรียมสวมสิทธิ์เพื่อขอรับเงินช่วยเหลือจากรัฐ ไร่ละ 1,000 บาท ด้านอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร สั่งเพิ่มความเข้มงวดตรวจสอบการขึ้นทะเบียน หากพบแจ้งเท็จ โทษถึงติดคุก ขณะที่นักวิชาการชี้ชัดนโยบายนี้ไม่ได้แก้ปัญหาให้เกษตรกรในระยะยาวจากการลงพื้นของผู้สื่อข่าว พบว่าชาวนาที่จังหวัดลำพูน เริ่มมีนายทุนเจ้าของที่นา เตรียมแตกที่นาออกทำสัญญาเช่าเพื่อให้ได้สิทธิรับเงิน ตามนโยบายของรัฐ ในที่ที่เกิน 15 ไร่ แล้ว ด้วยการร่วมมือกับชาวนาให้มาทำสัญญาเช่า แล้วนำไปขึ้นทะเบียน ขณะที่ชาวนาในพื้นที่ เห็นว่าการช่วยชาวนาไร่ละ 1,000 บาท นั้นยังน้อยเกินไป และเชื่อว่าปีนี้ชาวนาจะถูกพ่อค้าคนกลางกดราคาข้าวอย่างแน่นอน เพราะไม่มีนโยบายของภาครัฐมาดูแล นอกจากนี้พื้นที่จังหวัดลำพูนชาวนาไม่ได้ไปขึ้นทะเบียนผู้ปลูกข้าว ทำให้ไม่มีสิทธิ์รับเงินช่วยเหลือด้านนายโอฬาร พิทักษ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เตือนเกษตรกรทั่วประเทศว่า ได้เพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบการขึ้นทะเบียนชาวนา เพื่อขอรับความช่วยเหลือจนถึงวันที่ 31 ตุลาคมนี้แล้ว ถ้าพบว่าแจ้งเท็จ โทษถึงขั้นติดคุกแน่นอนนายวิโรจน์ ณ ระนอง ผู้อำนวยการวิจัยด้าน เศรษฐศาสตร์สาธารณสุขและการเกษตร สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาแห่งประเทศไทย หรือ ทีดีอาร์ไอ กล่าวว่าการจ่ายเงินช่วยเหลือชาวนาไร่ละ 1,000 บาท ถึงแม้จะส่งผลดีกับเกษตรกรในระยะสั้น แต่ไม่สามารถแก้ไขปัญหาระยะยาวได้ เพราะไม่ได้ช่วยลดต้นทุนการผลิต และผู้ที่จะได้รายได้เพิ่มคือเจ้าของที่ ไม่ใช่ชาวนาที่ไม่มีที่ทำกินเป็นของตัวเอง นโยบายนี้จึงไม่ใช่ทางออกในการช่วยเหลือภาคเกษตร

ชาวนาโอดถูกนายทุนขอแบ่งเงินชดเชยจากรัฐ

Mon, 2014-10-06 08:37
ชาวนาโอดถูกนายทุนเจ้าของที่นาขอแบ่งเงินชดเชยตามมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลตามมติ ครม.ในโครงการจ่ายเงินช่วยเหลือชาวนา 1,000 บาทต่อไร่ ซึ่งจะเริ่มจ่ายเงินให้ชาวนาได้ตั้งแต่กลางเดือนตุลาคมนี้

รมว.เกษตรฯ เผยปีนี้แล้งสุดในรอบ 15 ปี วอนชาวนางดทำนาปรัง

Sun, 2014-10-05 12:34
นายปีติพงศ์ พึ่งบุญ ณ อยุธยา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ลงพื่นที่พบชาวนา จ.สุพรรณบุรี ขอความร่วมมืองดปลูกข้าวนาปรัง รวมทั้งติดตามสถานการณ์น้ำ ที่ประเมินว่าจะรุนแรงและยาวนานที่สุดในรอบกว่า 15 ปี

ชาวนาห่วงโครงการจ่ายเงินชดเชยของรัฐไม่ได้ผล หวั่นถูกกดราคาข้าว

Sun, 2014-10-05 12:28
ชาวนาห่วงโครงการจ่ายเงินชดเชยซึ่งเป็นมาตรการช่วยเหลือของรัฐบาลไม่ได้ผล หวั่นถูกกดราคาข้าว

พล.อ.อ.ประจินเล็งทุ่มงบพัฒนาด้านคมนาคม สร้างสนามบินใหม่ 6 แห่ง

Sun, 2014-10-05 12:17
พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง รมว.คมนาคม เล็งทุ่มงบพัฒนาด้านคมนาคม สร้างสนามบินใหม่ 6 แห่ง รองรับการเติบโตในอนาคต

รมว.เกษตรฯ ลงพื้นที่พบชาวนา จ.สุพรรณฯ ของดทำนาปรัง

Sat, 2014-10-04 16:50
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ลงพื่นที่พบชาวนา จ.สุพรรณบุรี ขอความร่วมมืองดปลูกข้าวนาปรัง รวมทั้งติดตามสถานการณ์น้ำ ที่ประเมินว่าจะรุนแรงและยาวนานที่สุดในรอบกว่า 15 ปีโดยมีตัวแทนชาวนาจากอำเภอต่างๆกว่า 2,000 คน เข้าร่วมรับฟัง ชาวนาส่วนใหญ่ ขอให้กรมชลประทาน ขยายระยะเวลาการงดปล่อยน้ำ เพราะเป็นช่วงคาบเกี่ยวจะได้ผลผลิต หากไม่มีน้ำมาหล่อเลี้ยงในเดือน พ.ย.-ธ.ค.จะทำให้ชาวนาได้รับผลกระทบจำนวนมากซึ่งรัฐมนตรีกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รับปากที่จะดูแลปัญหานี้ให้ ยืนยันกรมชลประทาน จะบริหารจัดการน้ำให้สอดคล้องกับแต่ละพื้นที่ และดูแลเกษตรกรให้ดีที่สุด โดยรัฐบาลได้เตรียมงบประมาณไว้อย่างน้อย 2,000 ล้านบาทเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรในพื้นที่ที่ต้องงดทำนาปรัง เบื้องต้นได้เตรียมมาตรการหลายส่วนรองรับ อาทิ การจ้างงานซ่อมแซมคูคลองและระบบส่งน้ำของกรมชลประทานที่ใช้งานมานาน รวมถึงการฝึกอาชีพสร้างรายได้ในพื้นที่ โดยคาดว่าจะสามารถนำเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรีพิจารณาได้ในวันอังคารที่ 14 ตุลาคมนี้ทั้งนี้ข้อมูลจากสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรปีนี้ พบว่ามีพื้นที่เพาะปลูกข้าวนาปรังทั่วประเทศกว่า 15 ล้านไร่ อยู่ในภาคกลางและภาคเหนือมากที่สุดรวมกันกว่า 12 ล้านไร่ เป็นพื้นที่จังหวัดในลุ่มน้ำเจ้าพระยาและลุ่มน้ำแม่กลอง 27 จังหวัดที่รัฐบาลขอให้งดทำนาปรังจำนวนกว่า 10 ล้านไร่

ททท.มั่นใจท่องเที่ยวไทยกลับมาคึกคัก

Fri, 2014-10-03 15:52
ผู้ว่าการ ททท. มั่นใจ ภาพลักษณ์ด้านความเชื่อมั่นการท่องเที่ยวของไทย หลังตำรวจจับคนร้ายฆ่านักท่องเที่ยวชาวอังกฤษได้ จะกลับมาคึกคักในช่วงไฮซีซั่น ไตรมาสสุดท้ายของปี โดยเฉพาะตลาดยุโรปที่ให้ความเชื่อมั่นเพิ่มขึ้นนายธวัชชัย  อรัญญิก ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย หรือ ททท. บอกว่า ในช่วงเกิดเหตุฆาตกรรม 2 นักท่องเที่ยวอังกฤษเป็นช่วงโลว์ซีซั่น จึงไม่กระทบกับยอดจองนักท่องเที่ยวในอังกฤษและตลาดยุโรป พร้อมแสดงความเชื่อมั่นว่า ในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีนี้ บรรยากาศการท่องเที่ยวของไทยจะกลับมาคึกคักอีกครั้ง โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวจากยุโรปโดยคาดว่าใน 3 เดือน จะมีนักท่องเที่ยวจากยุโรปมาเที่ยวไทยไม่ต่ำกว่า 2 ล้านคน จากเป้าหมายที่ตั้งไว้ตลอดทั้งปีจะมีนักท่องเที่ยวยุโรปเข้ามาเที่ยวเมืองไทย 6 ล้านคน หลังผ่านไป 8 เดือนขณะนี้มียอดนักท่องเที่ยวยุโรปเข้ามาประเทศไทยแล้วประมาณ 4 ล้านคน ส่วนการจับกุมผู้ต้องหาได้ในวันนี้ จะยิ่งสร้างความมั่นใจในความปลอดภัยให้กับนักท่องเที่ยวที่จะเดินทางมาเที่ยวประเทศไทยในช่วงปลายปีนี้ด้วยหลังจากนี้ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาเตรียมจัดทำแผนให้เกาะเต่า เป็นโมเดลต้นแบบเฝ้าระวังความปลอดภัยและสิ่งแวดล้อม คาดว่าประชาคมชาวเกาะจะนำเสนอแผนเข้ามาภายใน 2-3 วันนี้ ก่อนเร่งดำเนินการเป็นรูปธรรมต่อไป

3 กระทรวงหารือกำหนดพื้นที่งดปลูกข้าวนาปรัง

Fri, 2014-10-03 15:19
ผลการหารือระหว่างกระทรวงมหาดไทย-เกษตรฯ-ทรัพยากรธรรมชาติฯ ระบุประกาศพื้นที่ห้ามปลูกข้าวนาปรังชัดเจนในสัปดาห์หน้า เพื่อช่วยแก้ปัญหาภัยแล้งปี 58พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ประชุมร่วมกับ นายปีติพงศ์ พึ่งบุญ ณ อยุธยา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรร์ และ พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เพื่อหารือถึงแผนการแก้ปัญหาสถานการณ์ภัยแล้งในปี 2558 โดย รัฐมนตรีกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวถึงสถานการณ์ภัยแล้งที่จะกระทบกับการเพาะปลูกข้าวนาปรัง ว่าจากการคาดการณ์ของกรมชลประทาน ประเมินว่าจะเกิดปัญหาในพื้นที่ 2 ลุ่มน้ำ คือ ลุ่มน้ำเจ้าพระยา และ ลุ่มน้ำแม่กลอง ดังนั้น จึงหารือถึงแนวทางแก้ไขปัญหาและจะบูรณาการร่วมกันระหว่าง 3 หน่วยงาน ซึ่งจากนี้จะเร่งจัดทำแผนที่เพื่อกำหนดขอบเขตพื้นที่เกิดปัญหาให้มีความชัดเจน ซึ่งในวันพรุ่งนี้ตนเองจะเดินทางลงพื้นที่อำเภอศรีประจันต์ จังหวัดสุพรรณบุรี เพื่อชี้แจงทำความเข้าใจเกี่ยวกับนโยบาย และ แนวทางในการช่วยเหลือเกษตรกร สำหรับมาตรการที่จัดเตรียมไว้นั้น จะเน้นการจ้างงานเป็นส่วนใหญ่ โดยเฉพาะงานที่เกี่ยวข้องกับการบำรุงรักษาของชลประทาน นอกจากนี้ กรมส่งเสริมการเกษตร ยังมีแนวคิดจะปรับระบบพื้นที่เป็นแนวเกษตรผสมผสานให้สอดคล้องกับสถานการณ์ ขณะที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย คาดว่าจะสามารถกำหนดขอบเขตพื้นที่เกิดปัญหาภัยแล้งได้ในช่วงต้นสัปดาห์หน้า พร้อมยอมรับว่าภัยแล้งมีแนวโน้มรุนแรง และ อาจต่อเนื่องไปจนถึงฤดูฝนปี 2558 ซึ่งการหารือวันนี้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ประสานขอให้กระทรวงมหาดไทย ใช้กลไกลผ่านองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ทำความเข้าใจกับประชาชนต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้นและแนวทางช่วยเหลือของรัฐบาล ซึ่งเบื้องต้น มอบหมายให้กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น จัดทำแผนงานซึ่งจะใช้งบประมาณปี 2557 เพราะสามารถดำเนินการได้ทันที นอกจากการสร้างอาชีพให้เกิดขึ้นในพื้นที่ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนยังเป็นส่วนหนึ่งตามแผนกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลด้วยด้าน พล.อ.ดาวพงษ์  ระบุว่าจากการหารือจะรับผิดชอบพื้นที่นอกเขตชลประทาน ซึ่งขณะนี้พื้นที่เป้าหมายได้จัดทำข้อมูลเสร็จสิ้นไปแล้ว 90% เหลืออีกเพียง 10% พร้อมระบุแนวทางแก้ปัญหาจะทำงานเชิงรุกเพื่อบรรเทาความเดือดร้อน และ หาแนวทางแก้ไขให้เกิดความยั่งยืน

สภาเกษตรกรฯ ถกตัวแทนชาวสวนยาง

Fri, 2014-10-03 12:25
สภาเกษตรกรแห่งชาติ เรียกประชุมตัวแทนชาวสวนยาง เดินหน้าแก้ปัญหายางพาราทั้งระบบ และราคาตกต่ำโดยตัวแทนเกษตรกรชาวสวนยางที่ร่วมประชุมในวันนี้ เห็นตรงกันว่ารัฐบาลควรมีมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรเฉพาะหน้า เพราะปัญหาราคาตกต่ำยังคงมีอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งการลดพื้นที่ปลูกยางก็ยังมีความจำเป็น แต่รัฐบาลต้องเข้าช่วยเหลือ โดยเฉพาะพื้นที่ป่าสงวน ส่วนใหญ่ไม่มีเอกสารสิทธิ์ในเรื่องการตรวจสอบสิทธิการครอบครอง อีกทั้งเห็นว่าภาครัฐควรจ่ายค่าชดเชยราคายางพาราให้กับเกษตรกรชาวสวนยางตามแนวทางเดิมเพิ่มเติมอีก มาตราการทั้งหมดจะนำเสนอต่อรัฐบาลเพื่อขอให้ช่วยเหลืออย่างเร่งด่วนต่อไป ด้านนายอุทัย สอนหลักทรัพย์ กล่าวว่า ผลผลิตยางของไทยไม่เกินความต้องการ ที่ผ่านมามีการอิงตลาดต่างประเทศ ที่เป็นตลาดกระดาษ โดยไทยควรจะร่วมมือกับประเทศอินโดนีเซียที่เป็นประเทศกลุ่มผู้ผลิตยาง เพราะที่ผ่านมาทางอินโดนีเซียมีมาตราการชัดเจนว่า หากราคาต่ำกว่าก็จะเก็บเข้าสต็อคไว้ในประเทศทันที ซึ่งหากวางมาตราการร่วมกันจะทำให้ประเทศ ที่ต้องการใช้ยางวิ่งมาหาเอง นอกจากนี้ เห็นว่ารัฐบาลควรเรียกกลุ่มพ่อค้า 5 เสีอที่ส่งออกยางมาหารือ เพื่อช่วยเหลือเกษตรกร หลังพ่อค้าเหล่านี้ได้ประโยชน์ธุรกิจนี้มานานแล้ว

หลายฝ่ายหวั่นชุมนุมยืดเยื้อกระทบเศรษฐกิจ

Thu, 2014-10-02 13:29
การชุมนุมเรียกร้องประชาธิปไตยในครั้งนี้ แม้ว่าจะได้รับการสนับสนุนจากคนฮ่องกงจำนวนมาก แต่ก็อาจทำให้ศูนย์กลางด้านการเงินของเอเชียแห่งนี้ ได้รับผลกระทบโดยหลายฝ่าย ระบุว่า หากการชุมนุมยืดเยื้อนานเกินไป อาจเกิดกระแสความไม่พอใจ เพราะเริ่มส่งผลกระทบต่อธุรกิจและชีวิตความเป็นอยู่ โดยร้านค้าจำนวนมากยังคงต้องปิดทำการ หริอปิดก่อนเวลาปกติ ส่วนรถประจำทางกว่า 150 สาย ไม่สามารถเดินทางได้ หรือต้องปรับเปลี่ยนเส้นทางทั้งนี้ การค้าปลีกถือเป็นหนึ่งในแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจของฮ่องกง แต่การชุมนุมที่ยืดเยื้อ เริ่มทำให้ผู้ประกอบการโดยเฉพาะผู้ค้าปลีกในย่านการชุมนุม ได้รับผลกระทบ โดยเฉพาะช่วงต้นเดือนตุลาคม ซึ่งเป็นวันหยุดยาววันชาติจีน หรือ Golden Week ที่ทุกๆปีจะมีชาวจีนจากแผ่นดินใหญ่จำนวนมากหลั่งไหลมาท่องเที่ยวและช็อปปิ้งในฮ่องกง โดยเฉพาะในย่าน Causeway Bay, Central, จิมซาจุ่ย และมงก๊กผู้ค้าหลายรายเปิดเผยว่า นับตั้งแต่การปิดถนนในย่านธุรกิจ ทำให้ยอดขายในแต่ละวันลดลงไปถึง 20 เปอร์เซ็นต์ ขณะที่บางรายลดลงไปถึง 30 เปอร์เซ็นต์ และทำให้ลูกจ้างหลายคนเกรงว่า หากการชุมนุมยังยืดเยื้อและส่งผลต่อยอดขาย นายจ้างอาจเลิกจ้างได้ในอนาคต โดยยอดค้าปลีกในฮ่องกงเพิ่งจะเริ่มฟื้นตัวเมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมานี้เอง หลังตกต่อเนื่องตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมาส่วนธุรกิจการท่องเที่ยว ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งรายได้หลักของฮ่องกงก็เริ่มได้รับผลกระทบ โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวจากแผ่นดินใหญ่ โดยบริษัทท่องเที่ยวรายหนึ่งที่เมืองเซินเจิ้น เผยว่า ยอดนักท่องเที่ยวที่จะมายังฮ่องกงลดลงถึง 22 เปอร์เซ็นต์ เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว และคาดว่านักท่องเที่ยวจากจีนแผ่นดินใหญ่จะลดลงไปเกือบครึ่งหนึ่ง ในช่วงวันหยุดวันชาติปีนี้ จากปีที่แล้วที่มีชาวจีนเข้ามาถึง 9 แสน 2 หมื่นคน แต่นักท่องเที่ยวบางส่วนก็ยังคงไม่เปลี่ยนใจแม้มีการชุมนุมนอกจากนี้ ยังมีรายงานว่า องค์การส่งเสริมการท่องเที่ยวแห่งชาติจีน สั่งห้ามบริษัททัวร์จีนนำนักท่องเที่ยวชาวจีนมายังฮ่องกงในช่วงนี้ ซึ่งหมายความว่า จะไม่มีกรุ๊ปทัวร์ชาวจีนเข้าไปในฮ่องกงอีกหากยังมีการชุมนุม โดยนักท่องเที่ยวจากจีนแผ่นดินใหญ่ คิดเป็น 75 เปอร์เซ็นต์ ของนักท่องเที่ยวที่เดินทางมายังฮ่องกง แต่ถึง 67 เปอร์เซ็นต์เป็นนักท่องเที่ยวที่ไม่ได้มากับบริษัททัวร์

รมว.เกษตรฯ เดินหน้าจัดโซนนิ่งการเกษตร

Thu, 2014-10-02 11:21
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เร่งเดินหน้าจัดโซนนิ่งการเกษตร เน้นพื้นที่ปลูกข้าว เริ่มจูงใจชาวนา 6 ล้านไร่ ปรับเปลี่ยนการปลูกพืชนายปีติพงศ์ พึ่งบุญ ณ อยุธยา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ระบุสัปดาห์หน้าจะเสนอคณะรัฐมนตรี จัดทำแผนปรับโครงสร้างเกษตรทั้งระบบ หรือ โซนนิ่ง เบื้องต้น คาดว่าจะต้องของบประมาณกว่า 1 แสนล้านบาท และเริ่มดำเนินการได้ก่อนถึงฤดูกาลผลิตหน้า มุ่งเน้นที่ข้าวก่อน โดยจะเริ่มดำเนินการในพื้นที่ปลูกข้าว 22 จังหวัด 9 ล้านไร่ ซึ่ง รัฐบาลสนับสนุนปัจจัยการผลิตที่จะปรับเปลี่ยนอาชีพ วางแผนยุทธศาสตร์ 3 ปี และจะช่วยเหลือเยียวยาในการปรับเปลี่ยนอาชีพ หรือ เลิกอาชีพ อาทิ วงเงินช่วยปลูกพืชอื่น ค่าจ้างแรงงาน ค่าพักนาในพื้นที่บางส่วนทีไม่เหมาะสมกับการปลูกข้าว  ส่งเสริมปลูกพืชพลังงาน 4 ชนิดทดแทน เช่น อ้อย ข้าวโพด มันสำปะหลัง ปาล์ม หรือ เกษตรผสมผสาน ทั้งนี้ เกษตรกรที่ต้องปรับเปลี่ยนการปลูกพืช หรือเปลี่ยนอาชีพ อยู่ที่ 2.6 แสนครัวเรือน ใช้ความสมัครใจในการเข้าร่วมโครงการ โดยเป็นพื้นที่ปลูกข้าว 6 ล้านไร่ ที่ต้องปรับโครงสร้างการเกษตร มีมาตรการจูงใจและค่าตอบแทน ปีแรก 5,000 บาท/ไร่ และปีที่ 2 จำนวน 3,000 บาท ปีที่ 3 จำนวน 2,000 บาท โดยเน้นเกษตรกรรายย่อย มีพื้นที่ถือครองต่ำกว่า 15 ไร่โดยมีเป้าหมายต้องการลดพื้นที่ปลูกข้าวให้เหลือ 50 ล้านไร่ และ ผลผลิตอยู่ที่ 31 ล้านตัน จากเดิมที่มีพื้นที่ปลูกข้าว 70 ล้านไร่ มีปริมาณผลผลิตถึง 37 ล้านตัน ซึ่งจะทำให้ไม่มีปัญหาต่อราคา

สมาคมชาวนาฯ ชี้นโยบายช่วยชาวนาไร่ละพันไม่ตรงจุด

Thu, 2014-10-02 11:21
นายกสมาคมชาวนาและเกษตรกรไทย ชี้รัฐบาลออกมาตรการช่วยชาวนาไร่ละ 1,000 บาท/ครอบครัว เป็นการแก้ปัญหาที่ไม่ถูกจุด นายวิเชียร พวงลำเจียก นายกสมาคมชาวนาและเกษตรกรไทย กล่าวถึงมติ ครม.ที่ออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ในส่วนช่วยเหลือชาวนาที่มีรายได้น้อย โดยจ่ายเงินช่วยเหลือชาวนาที่มีที่นาไม่เกิน 15 ไร่ ไร่ละ 1,000 บาท และ 15,000 บาท สำหรับผู้มีที่นาเกิน 15 ไร่ ว่า จำนวนเงินดังกล่าวยังน้อยเกินไป ยังไม่เพียงพอต่อการชำระดอกเบี้ยหนี้ ธ.ก.ส. ที่ชาวนาส่วนใหญ่มีปัญหาหนี้สินจำนวนมากจากโครงการรับจำนำข้าวที่ผ่านมา  ที่สำคัญชาวนาหลายรายไม่ได้ไปขึ้นทะเบียนผู้ปลูกข้าว ทำให้ไม่มีสิทธิ์รับเงินนอกจากนี้ เห็นว่านโยบายให้ชาวนางดการปลูกข้าวนาปรังเพื่อประหยัดน้ำในหน้าแล้ง แล้วมารับจ้างซ่อมบำรุงระบบการส่งน้ำของกรมชลประทานนั้น คงเป็นไปได้ยาก เพราะชาวนาส่วนใหญ่มีแต่ผู้สูงอายุ  แต่ก็ยังเชื่อว่านโยบายโซนนิ่งการเกษตร จะเป็นแนวทางที่ดีที่สุดที่จะช่วยกระตุ้นให้ราคาข้าวเพิ่มสูงขึ้นได้ จึงขอให้รัฐบาลเร่งดำเนินการพิจารณาพื้นที่ที่ไม่เหมาะสมต่อการปลูกข้าว ให้ไปปลูกพืชเศรษฐกิจอื่นแทน ทั้งนี้ นายสุเทพ น้อยไพโรจน์ รองอธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่าเตรียมเสนอ ครม.สัปดาห์หน้า สั่งให้ชาวนาใน 22 จังหวัดทั้งลุ่มเจ้าพระยา  แม่กลอง  และ จังหวัดเพชรบุรีบางส่วน หยุดทำนา 6 เดือน แล้วหันไปใช้แรงงานตามมาตราการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล งดเว้นทำนาไปถึง 1 พฤษภาคมปีหน้า เพราะปีนี้อากาศหนาวมาเร็ว อาจแล้งหนัก หากเกษตรกรฝืนทำจะเกิดความเสียหายภายหลังได้ เนื่องจากน้ำใน 2 เขื่อนหลัก คือ เขื่อนภูมิพล และ เขื่อนสิริกิติ์ เหลือน้อยมากต้องเก็บไว้ใช้เพื่อการอุปโภค-บริโภค แล้วหันไปใช้แรงงานตามมาตราการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล

ครม.ทุ่มงบ 2 พันล้านจ้างชาวนาซ่อมเขื่อนชลประทานช่วงหยุดทำนาปรัง

Thu, 2014-10-02 08:25
ครม.ทุ่มงบ 2 พันล้านจ้างชาวนาซ่อมเขื่อนชลประทานช่วงหยุดทำนาปรัง

นักวิชาการ แนะ กสท. - ช่อง 3 รอฟังคำตัดสินศาลก่อนออกคำสั่งเพิ่มเติม

Wed, 2014-10-01 15:21
นักวิชาการที่เชี่ยวชาญด้านกฎหมาย ออกมาแนะนำ กสทช. และ กสท.ให้รอฟังคำตัดสินของศาลปกครอง ก่อนที่จะออกคำสั่งเพิ่มเติม พร้อมระบุ กสท.กลัดกระดุมผิด 3 เม็ดงานเสวนาวิชาการ เรื่อง "ช่อง 3 กับ กสทช. ประเด็นทางกฎหมายและสังคมที่มากกว่า" ที่จัดขึ้นโดยคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มุมของ รศ.อรพรรณ พนัสพัฒนา อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า กสท. กลัดกระดุมผิด 3 เม็ด โดย-กระดุมเม็ดที่ 1 คือ การประกาศกฎโทรทัศน์ที่ให้บริการเป็นการทั่วไป หรือ มัส แครี่ ซึ่งทำให้ผู้ประกอบการเคเบิ้ลและดาวเทียม ต้องแบกรับภาระต้นทุนช่องฟรีทีวีเพิ่ม ซึ่งผู้ประกอบการเคเบิ้ล และดาวเทียมไม่ได้รับการดูแลจาก กสท.เลย -กระดุมเม็ดที่ 2 การยุติมัสแครี่ และ -กระดุมเม็ดที่ 3 คือการกำหนดให้ผู้ได้รับใบอนุญาต ต้องประกอบกิจการด้วยตนเอง ตามมาตรา 9 ของ พ.ร.บ.กิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ ซึ่งเป็นการแทรกแซงกลไกตลาดเสรี และยังไม่ใช่การไขปัญหาที่ตรงจุด เนื่องจากช่อง 3 มีปัญหาเรื่องนิติบุคคล สำหรับแนวทางแก้ไขปัญหาระหว่าง ช่อง 3 กับ กสทช. คือ ทั้ง 2 ฝ่ายควรจะรอศาลปกครองพิจารณาคดีที่ช่อง 3 ยื่นฟ้องร้องต่อศาลปกครอง ให้เพิกถอนมติ กสท.วันที่ 3 ก.พ.ที่ให้ทีวีอนาล็อก สิ้นสุดการเป็นมัส แครี่ ซึ่งการตัดสินของศาลจะถือเป็นที่สิ้นสุด และมีผลบังคับต่อทุกองค์กร ดังนั้น กสท.ยังไม่ควรดำเนินการอะไร และปล่อยให้ช่อง 3 สามารถออกอากาศได้ตามปกติ เนื่องจากตอนนี้รายการช่อง 3 ถูกต้องตามกฎหมาย ขณะที่กรณีช่อง 3 ถูกกล่าวหาว่าเป็นตัวถ่วงการเปลี่ยนผ่านทีวีดิจิตอลนั้น อ.อรพรรณ บอกว่า ปัจจุบันปัญหาการเปลี่ยนผ่านทีวีดิจิตอล คือ ความไม่พร้อมของผู้ประกอบการที่ประมูลช่องมาด้วยมูลค่าสูงกว่าราคาตั้งต้นถึง 3 เท่าตัว ทำให้มีต้นทุนสูง และบางช่องยังไม่มีแผนดำเนินการที่ชัดเจน, โครงข่ายผู้ให้บริการ หรือ mux ยังไม่ครอบครุม, การจัดทำเรตติ้งทีวีดิจิตอลที่ยังไม่มี ทำให้โฆษณาไม่เข้า และสุดท้ายคือพฤติกรรมผู้บริโภคที่มักจะเปิดทีวีแช่เอาไว้นาน ๆ เพียงช่องเดียว โดยเฉพาะช่องทีวีอนาล็อก

กสทช. เชื่อปัญหาฟ้องร้องไม่กระทบทีวีดิจิตอล

Wed, 2014-10-01 15:13
กสทช. เชื่อปัญหาการฟ้องร้องต่าง ๆ ในกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ จะไม่กระทบต่อการเปลี่ยนผ่านจากอนาล็อกสู่ดิจิตอล ขณะที่การแจกคูปองพบปัญหา กล่องลมที่ไม่สามารถแลกคูปองได้นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงกิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ กสทช. เปิดเผยว่า กรณีที่มีบางบริษัทจะยื่นฟ้อง กสทช. ไม่ว่าเรื่องอะไรก็ตามที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนผ่านจากอนาล็อกสู่ทีวีดิจิตอล จะไม่กระทบต่อภาพรวมของอุตสาหกรรมโทรทัศน์ ส่วนกรณีช่อง 3 มองว่า กระบวนการในการเปลี่ยนผ่านต้องออกอากาศคู่ขนาน และเชื่อว่าเรื่องทั้งหมดจะยุติลงได้ก่อนวันที่ 11 ตุลาคม ส่วนกรณีที่ช่อง 3 อนาล็อก นำรายการไปออกอากาศทางช่องดิจิตอลทั้ง 28SD และ 33HD นั้น ในระหว่างนี้สามารถทำได้ ไม่ผิดมาตรา 9 พระราชบัญญัติการประกอบการกิจการกิจการเสียงและกิจการโทรทัศน์ 2551 และช่อง 3 ได้แจ้งมาที่ กสทช.แล้ว ขณะที่วานนี้ (30 ตุลาคม) สำนักงาน กสทช. ได้ทำหนังสือ ถึงบริษัท บีอีซี มัลติมีเดีย ให้รับทราบมติของคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ หรือ กสท. เมื่อวันที่ 29 กันยายน แล้วนอกจากนี้ สำนักงาน กสทช. เชิญผู้ประกอบการที่ผ่านคุณสมบัติเข้าร่วมโครงการสนับสนุนประชาชนในการเปลี่ยนผ่านสู่การรับชมโทรทัศน์ ภาคพื้นในระบบดิจิตอลทั้ง 42 บริษัท มาประชุมเพื่อชี้แจงและทำความเข้าใจถึงขั้นตอนการปฏิบัติ และการใช้สิทธิคูปองของประชาชนซึ่งในสัปดาห์หน้า กสทช.จะจัดสาธิตการรับแลกคูปองของจุดให้บริการ หรือ หน้าร้าน ให้กับผู้ที่เข้าร่วมโครงการ จากนั้นจะให้ไปรษณีย์ไทย จัดส่งให้ประชาชน 4,600,000 ครัวเรือน ใน 21 จังหวัด ซึ่งคาดว่าจะถึงมือประชาชนภายในวันที่ 14 ตุลาคม และวันที่ 20 ตุลาคม จะเป็นวันแรกที่ผู้ประกอบการวางกล่องเพื่อให้นำคูปองมาแลก ส่วนปัญหาที่พบในการแจกคูปอง คือ "กล่องลม" หมายถึง นำมาจัดแสดงหน้าร้านแต่ไม่สามารถแลกคูปองได้ และมีบางบริษัทขายกล่องไปแล้วราคา 1,290 บาท โดยอ้างกับประชาชนว่าถ้าได้รับคูปองแล้วสามารถนำมาแลกเงินคืนได้ ซึ่งยืนยันว่าไม่สามารถทำได้ ส่วนการมอบฉันทะ 1 คน รับมอบได้ไม่เกิน 3 กล่อง

นักวิชาการชี้ กสทช.ออกแบบตลาดทีวีดิจิตอลผิดพลาด

Wed, 2014-10-01 15:05
นักวิชาการด้านนิติศาตร์ และเศรษฐศาสตร์ออกมาระบุว่า กสทช.ออกแบบตลาดทีวีดิจิตอลผิด และมีการออกกฎมาแก้ภายหลัง แต่ไปกระทบกับกลไกตลาดเสรีเดิม จึงแนะนำให้ กสท. ลงมติยกเลิกประกาศก่อนหน้านี้งานเสวนาวิชาการ เรื่อง ช่อง 3 กับ กสทช. ประเด็นทางกฎหมายและสังคมที่มากกว่า ที่จัดขึ้นโดยคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย รองศาสตราจารย์สุธรรม อยู่ในธรรม คณบดีคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า การประมูลทีวีดิจิตอลของไทย มีการประมูลอย่างเร่งรีบ ทำให้ผู้ประกอบการเข้ามาประมูลกันมาก และราคาสูงกว่าที่คาดการณ์ไว้ ซึ่งเป็นต้นทุนของผู้ประกอบการทีวีดิจิตอลที่ต้องแบกรับ แต่ปัจจุบันพฤติกรรมประชาชนยังนิยมรับสื่อจากอนาล็อก ทำให้ตลาดทีวีดิจิตอลมีเม็ดเงินโฆษณาเข้าน้อย จนกสท.ที่พยายามเปลี่ยนผ่านทีวีดิจิตอลมาออกกฎระเบียบที่จะปรับแนวทางใหม่ ซึ่งกระทบกับการวางแผนการตลาดของผู้ประกอบการ รวมทั้งกระทบกับตลาดดาวเทียมและเคเบิ้ล ที่ถือเป็นตลาดใหญ่ส่วนทีวีในระบบอนาล็อกที่ยังเป็นแผนแม่บทไปถึงปี 2563 หาก กสท.ต้องการให้หาย ก็ควรปล่อยให้หายไปเอง เพราะคนไม่ดู รายการไม่มีคุณภาพ แต่ไม่ใช่มีสภาพจอดำ เพราะคำสั่งของผู้กำกับดูแล ทางที่ดี กสท.ต้องยอมรับว่าประกาศก่อนหน้านี้เป็นการออกที่ผิดพลาด และไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะถ้าจะหาคนผิดน่าจะเป็นคนออกแบบตลาดที่ผิด ไม่ใช้ผู้เล่นในตลาดขณะที่รองศาสตราจารย์ ดร.นวลน้อย ตรีรัตน์ นักวิชาการคณะเศรษฐศาตร์ จุฬาฯ กล่าวว่า เป็นเพราะพฤติกรรมของคนดูในปัจจุบันยังไม่เปลี่ยนผ่านไปยังทีวีดิจิตอล ทำให้โฆษณาไม่ยอมไหลไปยังทีวีดิจิตอล และมองว่าทีวีระบบเดิมยังได้รับความนิยม เพราะการรับชมทีวีดิจิตอลแบบภาคพื้น ของประชาชนยังไม่สามารถเข้าถึงอย่างสมบูรณ์ อย่างไรก็ตาม กฎหมาย ของ กสทช. ทั้ง 2 ฉบับที่ออกมาเพราะต้องการให้เกิดการแข่งขันมากขึ้น ผู้บริโภคมีทางเลือกมากขึ้น แต่ต้องมองในแง่การแข่งขันด้วย ซึ่งตนไม่เห็นด้วยกับกฎมัสแครี่ และมัสแฮฟ ตั้งแต่ตอนถ่ายทอดสดฟุตบอลยูโร และฟุตบอลโลก ที่ผู้ประมูลได้มาต้องให้ช่องอื่นนำไปออกอากาศด้วย เพราะมองว่าผู้ประกอบการหากจะแข่งไม่ได้ควรเป็นเพราะตลาด ไม่ใช่เพราะผู้กำกับดูแล การเปิดให้เกิดการแข่งขันจะต้องอยู่บนกติกาที่มีความเป็นธรรม

ก.พาณิชย์ เผยเงินเฟ้อ ก.ย.เพิ่มขึ้นร้อยละ 1.75

Wed, 2014-10-01 14:54
กระทรวงพาณิชย์เผย อัตราเงินเฟ้อเดือนกันยายน ปี 57 เพิ่มขึ้นร้อยละ 1.75 สูงขึ้นในอัตราชะลอตัวลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 4 ยืนยันการปรับราคาก๊าซในภาคขนส่งมีผลกระทบต่อเงินเฟ้อเพียงเล็กน้อย คาดอัตราเงินเฟ้อเฉลี่ยทั้งปีนี้อยู่ที่ร้อยละ 2.14 นางอัมพวัน พิชาลัย รองปลัดกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไปของประเทศ หรือ อัตราเงินเฟ้อ ประจำเดือนกันยายน 2557 พบว่า อยู่ที่ 107.43 สูงขึ้นร้อยละ 1.75 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน เป็นการสูงขึ้นในอัตราที่ชะลอตัวลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 4 เนื่องจากราคาพลังงานในกลุ่มแก๊สโซฮอล์ และ ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงในประเทศลดลง ตามราคาในตลาดโลก รวมทั้งราคาเนื้อสัตว์ประเภทเนื้อหมู ปลา สัตว์น้ำ และไข่ไก่ ลดลง จากปริมาณผลผลิตเข้าสู่ตลาดมากขึ้น ประกอบกับเป็นช่วงเทศกาลกินเจ ทำให้ความต้องการบริโภคลดลง เป็นแรงกดดันให้อัตราเงินเฟ้ออ่อนตัวลง โดยจากการตรวจสอบสินค้าที่นำมาคำนวณเงินเฟ้อ 450 รายการ พบว่า สินค้าที่มีราคาสูงขึ้นมี 169 รายการ และอีก 202 รายการราคาเท่าเดิม ส่วนรายการที่ปรับลดลง มี 79 รายการ ส่งผลให้ในระยะ 9 เดือนแรกของปีนี้ สูงขึ้นร้อยละ 2.15 คาดว่าตลอดทั้งปี อัตราเงินเฟ้อจะขยายตัวร้อยละ 2.14 ซึ่งยังอยู่ในกรอบที่กระทรวงพาณิชย์คาดการณ์ไว้ที่ร้อยละ 2-2.8 ทั้งนี้ การปรับราคาก๊าซ NGV ขึ้นอีกกิโลกรัมละ 1 บาทจะมีผลต่ออัตราเงินเฟ้อ เพียงร้อยละ 0.00144 และการปรับขึ้นราคาก๊าซแอลพีจีในภาคขนส่ง ลิตรละ 1 บาท จะมีผลต่ออัตราเงินเฟ้อเพียงร้อยละ 0.00108 เท่านั้น เนื่องจากส่วนใหญ่ยังพึ่งพาน้ำมันดีเซลเป็นหลัก แต่การปรับราคาดังกล่าวอาจมีผลกระทบทางจิตวิทยาต่อการจับจ่ายของประชาชนในช่วงระยะสั้น ซึ่งหากผู้ประกอบการได้รับผลกระทบจากต้นทุนที่เพิ่มขึ้น ก็สามารถยื่นขออนุมัติปรับราคาสินค้าเข้ามาได้ที่กรมการค้าภายใน

เจ๊เกียว เสนอปรับราคาค่าโดยสารแบบลอยตัว

Wed, 2014-10-01 10:31
นางสุจินดา เชิดชัย ยืนยันยังไม่ปรับขึ้นค่าโดยสารรถร่วม บขส.พร้อมเสนอให้ปรับโครงสร้างค่าโดยสารแบบลอยตัว หลังผู้ประกอบการได้รับผลกระทบหลายด้าน ส่งผลให้รถร่วมในระบบหายไปกว่า 60% นางสุจินดา เชิดชัย นายกสมาคมผู้ประกอบการรถโดยสารร่วมประจำทาง เปิดเผยว่า จากการที่คณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) มีมติเห็นชอบการเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันในส่วนของน้ำมันดีเซล 40 สตางค์ต่อลิตร เมื่อวานนี้ ยังไม่มีผลต่อราคาขายปลีกน้ำมัน และยังไม่ส่งผลกระทบต่อต้นทุนค่าโดยสารของผู้ประกอบการ แต่ผู้ประกอบการจะขอปรับขึ้นค่าโดยสารก็ต่อเมื่อมีการปรับขึ้นราคาน้ำมันดีเซลเท่านั้น อย่างไรก็ตาม ทางสมาคมฯ ได้ยื่นหนังสือต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เพื่อขอให้พิจารณาปรับโครงสร้างราคาค่าโดยสารรถร่วมประจำทาง ให้เป็นแบบลอยตัว ที่ผู้ประกอบการสามารถทำโปรโมชั่นแข่งขันทางราคากันได้เอง และให้กลไกตลาดเป็นตัวควบคุมราคา โดยไม่ต้องอยู่ภายใต้การกำกับของรัฐ เนื่องจากขณะนี้ผู้ประกอบการได้รับผลกระทบจากหลายด้าน ทั้งปัญหารถโดยสารเถื่อนที่ยังแก้ไม่ได้ การแข่งขันของสายการบินโลว์คอสแอร์ไลน์ที่เข้ามาแย่งฐานลูกค้า รวมถึงราคาพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้น ทำให้ผู้ประกอบการหายไปจากตลาดกว่าร้อยละ 60 เหลือเพียงร้อยละ 30 หรือประมาณกว่า 3,000 คันเท่านั้น ที่ยังคงวิ่งให้บริการใน 290 กว่าเส้นทางทั่วประเทศ ทั้งนี้ นางสุจินดา บอกว่าข้อเสนอดังกล่าว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม รับไว้พิจารณาโดยมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปศึกษาความเป็นไปได้แล้ว

Pages