fbpx
Card image cap

หลังวิกฤตเงินจะเป็นขยะจริงหรือ?

วันที่ 6 ตุลาคม 2563 เวลา 14.55 น.

หลังวิกฤตเงินจะเป็นขยะจริงหรือ?

 

ช่วงนี้เราจะเห็นสื่อต่างๆ ออกมาพูดว่า “Cash is trash” หรือ “เงินคือขยะ” ข้อความนี้อันที่จริงผมเองก็เคยได้ยินมานานแล้วเหมือนกัน แต่ช่วงนี้เห็นเยอะเป็นพิเศษ ด้วยแนวคิดที่ว่าปี 2020 นี้ เงินกำลังด่อยค่าลงอย่างรวดเร็วหากเทียบกับปีก่อนๆ หรือจะพูดได้ว่าเรากำลังมีกำลังซื้อที่น้อยลงนั่นเอง ซึ่งตัวชี้วัดเป็นตัวเลขง่ายๆ ของการที่เงินกำลังด่อยค่าคือตัวเลขเงินเฟ้อ คำถามคือทำไมเค้าถึงคิดกันว่าหลังวิกฤตเงินเฟ้อจะพุ่ง

ก่อนจะอธิบายแนวคิดที่ว่าเงินเฟ้อจะพุ่งขึ้นนี้ ผมขอเอาสถิติมาให้ดูกันก่อนว่าวิกฤตครั้งก่อนๆเนี่ย มันเกิดจริงมั้ย

เริ่มด้วยวิกฤตใหญ่ล่าสุดเลยดีกว่าชาวบ้านเรียกกันว่าวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ หรือวิกฤตซับไพร์ม

 

รูปแสดงช่วงเกิดวิกฤต 2008-2009

รูปแสดงช่วงหลังวิกฤตจะเห็นว่าเงินเฟ้อพุ่งทั่วโลก

.

จากรูปที่โชว์ให้ดูเราจะเห็นว่าเงินเฟ้อเกิดขึ้นหลังวิกฤตจริง รวมถึงบ้านเราเองยังมีเงินเฟ้อเลย เรามาดูกันว่าทำไมถึงเป็นอย่างนั้น และปัจจุบันมีอะไรที่คล้ายสมัย 2008 บ้าง

.

เรามาดูสถานะการณ์ปัจจุบันกันก่อนดีกว่า ช่วงนี้ทั่วโลกมีคนตกงานจำนวนมาก ธนาคารกลางพิมพ์เงินออกมาจำนวนมากเพื่อมาซื้อตราสารทางการเงินและใช้นโยบายกดดอกเบี้ยให้ต่ำที่สุดเท่าที่จะทำได้ รัฐบาลดำเนินการใช้นโยบายขาดดุลเพื่ออุ้มเศรษฐกิจ และปัจจุบันไม่มีเงินเฟ้อเพราะกิจกรรมทางเศรษฐกิจต่ำ คนไม่เดินทางเที่ยวเที่ยวกันเหมือนก่อนโควิด ก็จะเห็นว่าธุรกิจโรงแรมหรือสายการบินช่วงนี้แทบไม่มีลูกค้าเลย เรียกได้ว่าย้ำแย่มากๆ แล้วเราลองมาดูสมัยวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์2008 กันบ้าง ช่วงนี้มันมีอะไรที่ต่างกับตอนนี้บ้าง 

.

จุดเริ่มต้นของวิกฤตแฮมเบอเกอร์เกิดจากฟองสบู่อสังหาในสหรัฐแตก และเป็นการแตกที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์อสังหาริมทรัพย์เลยก็ว่าได้ ทำให้เกิดหนี้เสียจำนวนมาก และนำไปสู่การล้มละลายของบริษัทต่างๆ รวมถึง เลห์แมน บราเธอร์ส ! (Lehman Brother) ธนาคารยักษ์ใหญ่อันดับ 4 ของสหรัฐที่เปิดมากว่า 158 ปี ถึงกับล้มละลาย นับเป็นการศูนย์เสียครั้งใหญ่ เพื่อหยุดลูกโซ่ของการล้มละลาย ธนาคารกลายสหรัฐจำเป็นตัวเพิ่มสภาพคล่องให้กับระบบจำนวนมากด้วยการทำ QE นั้นเอง หลังจากมีการทำ QE การล้มละลายก็เริ่มหยุดลง ซึ่งในตอนนั้น นโยบายดอกเบี้ยถูกกดให้อยู่ที่ต่ำ รัฐบาลดำเนินนโยบายขาดดุลเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจเหมือนในปัจจุบันเลยครับ และเงินเฟ้อก็อยู่ในจุดต่ำเหมือนกัน ดูไปดูมามันก็ดูไม่ต่างกันเท่าไหร่ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นสิ่งที่มันต่างกันชัดๆคือ วิกฤตโควิดนี้ทำให้คนตกงานมากกว่าหลายเท่าครับ และสิ่งสำคัญที่สุดคือวิกฤตโควิดเกิดขึ้นในช่วงดอกเบี้ยอยู่ในจุดต่ำอยู่แล้ว ทำให้ธนาคารกลางทำอะไรได้ไม่มากนอกจากพิมพ์เงิน เอาง่ายๆคือ วิกฤตโควิดนี้ทำให้เกิดการพิมพ์เงินจำนวนมหาศาล กว่าวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ 

.

จากที่เราได้เห็นกันแล้วว่าภายหลังวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์นั้น ผลของการดีดกลับของเงินเฟ้อที่เกิดจากนโยบายดอกเบี้ยต่ำ + การพิมพ์เงินปริมาณมากเข้ามาใน Financial sector ท้ายที่สุดเงินก็ไหลกลับเข้ามาใน Real sector ในวันที่เศรษฐกิจฟื้นกลับมาอยู่ดี ซึ่งในวันนั้นจะทำให้ปริมาณเงินในชีวิตจริงมันเยอะมากๆ ทำให้เงินด่อยค่านั้นเอง 

.

มาถึงตรงนี้เพื่อนๆ คงเห็นภาพแล้วนะครับว่าหลังวิกฤตโควิดจบ เศรษฐกิจเริ่มฟื้น เราจะเจอกับเงินเฟ้อที่สูงขนาดไหน ถ้าเกิดเป็นแบบนั้นนี่คงเรียกได้ว่า “Cash is trash” อย่างไม่ต้องสงสัยครับ 

.

แต่ผมเองมีแนวคิดอีกแบบครับ สำหรับผมแล้วยังไง Cash ก็ยังเป็น King ครับ เพราะสำหรับผมแล้ว ผมยอมถือเงินสดไว้ในตอนนี้ เพื่อรอโอกาสที่จะได้ซื้อของถูกในอนาคตครับ เพราะถึงแม้จุดอ่อนของเงินคืนมันจะด้อยค่า แต่จุดแข็งมันคือสภาพคล่องครับ ในยามนี้ผมมองว่าสภาพคล่องเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดครับ แต่นี่ก็เป็นแค่ความคิดเห็นของผม ใครที่คิดเห็นอย่างไร สามารถแชร์กันได้ใต้คอมเม้นโพสนี้เลยครับ Cash is king หรือ Cash is trash ในความคิดของคุณ?

#ซื้อขายทองคำแท่ง#ซื้อขายทองคำแท่งออนไลน์#ทองคำ
#อินเตอร์โกลด์#InterGOLD#ลงทุนทองคำแท่ง

สามารถติดตามบทวิเคราะห์ได้ที่: https://www.youtube.com/intergoldgoldtrade
 สนใจลงทุนทองคำแท่งหรือติดตามข่าวสารได้ที่
 Website : www.intergold.co.th
 Line : @intergold
 Facebook : https://www.facebook.com/IntergoldPage/
Call : 02 – 2233 – 234

หรือสมัครเปิดพอร์ตออนไลน์คลิก : https://bit.ly/3dUqjSz

 


ราคาทอง

2020-10-25 09:04:05

ประเภท รับซื้อ ขายออก
LBMA
99.99% (Baht)
29,145

0.00

29,215

0.00

InterGold
96.5% (Baht)
28,115

0.00

28,195

0.00

สมาคมฯ
96.5% (Baht)
28,100

0.00

28,200

0.00

Gold Spot
(USD)
1,901.45

0.00

1,902.07

0.00

ราคาย้อนหลัง

ความเคลื่อนไหวกองทุนทองคำ

2020-10-25 09:04:05

SPDR (ton) (USD) HUI (USD)
1,263.80

-1.75

323.73

-2.22